
FAQ
คำถามที่พบบ่อย
คือ อุปกรณ์วัดอุณหภูมิโดยใช้หลักการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิหรือความร้อนเป็นแรงเคลื่นไฟฟ้า เทอร์โมคัปเปิลทำมาจากโลหะตัวนำที่ต่างกัน 2 ชนิดนำปลายมาเชื่อมต่อกัน ที่ด้านนึงและปลายอีกด้านนึงปล่อยเปิดทิ้งไว้ หากทั้งสองด้านมีอุณหภูมิที่แตกต่างกันจะทำให้เกิดการนำกระแสภายในวงจรเทอร์โมคัปเปิลทั้งสองข้าง โดยเรียกอุณหภูมิที่ใช้อ้างอิงว่า Reference Junction และได้มีการกำหนด Reference Junction ให้เป็น 0°C
อาศัยความแตกต่างของอุณหภูมิในการสร้างแรงเคลื่อนไฟฟ้า การที่แรงเคลื่อนไฟฟ้าค่าหนึ่งจะอ้างอิงเป็นอุณหภูมิค่าหนึ่งได้แสดงว่าความแตกต่างของอุณหภูมิที่เกิดขึ้นจะต้องอ้างอิงกับอุณหภูมิค่าคงที่ค่าหนึ่งเสมอ โดยเรียกอุณหภูมิคงที่ที่ใช้อ้างอิงนี้ว่า Reference Junction และได้มีการกำหนด Reference Junction ให้เป็น 0° เพื่อให้การวัดอุณหภูมิเกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าเป็นมาตราฐานเดียวกันและกำหนดเป็นตารางมาตรฐานแสดงค่าอุณหภูมิเทียบกับแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่วัดได้แต่โดยทั่วไป เทอร์โมคัปเปิลจะทำการวัดที่อุณหภูมิห้อง (25°C) นั่นคือไม่ได้เทียบกับ 0°C แสดงว่าค่าแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ได้ยังไม่ถูกต้อง หากนำไปอ่านค่าอุณหภูมิจากตารางมาตรฐานจะผิดพลาด จึงจำเป็นต้องมีการรักษา Reference Junction เพื่อให้การวัดอุณหภูมิเทียบกับ 0°C ตลอดเวลาการรักษา Reference Junction ด้วยน้ำแข็งบริสุทธิ์
คือ หัววัดอุณหภูมิที่ใช้หลักการของค่าความต้านทนที่จะมีค่าเพิ่มขึ้น เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ที่นิยมใช้มากที่สุด คือ อาร์ทีดีที่ทำจาก แพลตินัม(Platinum100Ω) โดยที่ 0°C จะมีค่า 100 โอห์ม และจะเปลี่ยนค่าความต้านทานโดยเฉลี่ย 0.385 โอมห์มต่อ 1°C มีย่านอุณหภูมิใช้งานในช่วง -250°C ถึง 600°C ปกติจะมีแหล่งจ่ายกระแสคงที่ให้กับอาร์ทีดีโดยอาร์ทีดีจะมีคุณสมมบัติดีกว่าเทอร์โมคัปเปิลเกือบทุกด้านจึงทำให้มีราคาสูงกว่าเทอร์โมคัปเปิลพอสมควร
ชนิดของอาร์ทีดี
อาร์ทีดี 2 สาย :
วงจรใช้งานพื้นฐานของอาร์ทีดีคือ Wheathstone Bridge โดย Rt คืออาร์ทีดีซึ่งติด อยู่ในจุดที่ต้องการวัดอุณหภูมิมีค่าความต้านทานอีก 3 ค่าในวงจร ซึ่งต้องอยู่ที่อุณหภูมิห้องและเป็นความต้านทานชนิดที่มีความถูกต้องสูง
อาร์ทีดี 3 สาย :
เป็นแบบที่นิยมกันมากที่สุดในอุตสาหกรรม โดยสายทั้ง 3 ที่อยู่ระหว่างจุดวัดกับวงจรจะต้องมีขนาดความยาวเท่ากันและอยู่ในอุณหภูมิเดียวกันตลอดเพื่อให้ค่าความต้านทานเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกันด้วยขนาดที่เท่ากัน
อาร์ทีดี 4 สาย :
เป็นแบบที่มีความถูกต้องสูงที่สุดเนื่องจากมีการเลื่อนจุดต่อของ Bridge ออกไปอยู่ ภายนอกของทั้ง 4 จุด สามารถชดเชยความต้านทานของสายตัวนำได้ทั้งหมด โดยสายทั้ง 4 จุด ต้องมีขนาด, ความยาวเท่ากันและอยู่ในอุณหภูมิเดียวกันตลอดเหมือนกัน
ในการวัดและการใช้งานเครื่องมือวัดประเภทต่างๆจะมีคำศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับมิเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงควรรู้คำศัพท์เหล่านี้เพื่อที่จะเลือกใช้เครื่องมือวัดได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพเครื่องมือวัดต่างๆมีการกำหนดสภาวะแวดล้อมในการใช้งาน ควรระมัดระวังในการใช้เครื่องมือวัดให้อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่กำหนด มิฉะนั้นค่าที่วัดได้จะเกิดความคลาดเคลื่อนขึ้นได้
Accuracy (ความแม่นยำ):
ความสามารถของอุปกรณ์ที่จะให้ค่าที่ใกล้เคียงค่าตามจริงได้เพียงใด ค่าความแม่นยำของอุปกรณ์สามารถทราบได้เมื่อนำอุปกรณ์นั้น ไปสอบเทียบ (Calibrate) ผลต่างระหว่างค่าที่อ่านได้และค่าจริงก็คือความคลาดเคลื่อน (Error)
Precision (ความเที่ยงตรง):
ความสามารถของอุปกรณ์ที่จะอ่านค่าๆเดียว ภายใต้สภาพการทำงานเดียวกัน ซ้ำกันหลายๆครั้ง ค่าความเที่ยงตรง (Precision) จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับค่าความแม่นยำ (Accuracy) ถ้าเป็นการทดสอบในช่วงสั้นๆจะเรียกค่าที่วัดได้ว่า Repeatability ถ้าเป็นการทดสอบในช่วงระยะเวลาที่นานจะเรียกค่าที่วัดได้ว่า Reproducibilit
%F.S. (Percent of Full Scale):
คือวิธีการบอกค่าความแม่นยำ (Accuracy) ที่คำนวนจากค่าสูงสุดของช่วงการวัดในรูปแบบของเปอร์เซ็นต์
%RDG (Percent of Reading):
คือวิธีการบอกค่าความแม่นยำ (Accuracy) ที่คำนวณจากค่าจริงที่อ่านได้ในรูปแบบของเปอร์เซ็นต์
%SPAN (Percent of Span):
คือวิธีการบอกค่าความแม่นยำ (Accuracy) ที่ใช่ค่าผลลัพธ์ของการคำนวนจากค่าสูงสุดลบกับค่าต่ำสุดของช่วงวัดในรูปแบบของเปอร์เซ็นต์
Error (ค่าความคลาดเคลื่อน):
คือ "ผลต่างระหว่างค่าที่วัดได้และค่าที่แท้จริง" สาเหตุของความคลาดเคลื่อนเกิดได้จาก วิธีการวัดจากเครื่องวัด และสภาพแวดล้อมในการวัดดังนั้นต้องศึกษาวิธีการวัดตามคู่มือของเครื่องวัดและตรวจวัดให้ถูกต้องและเข้าใจความละเอียดถูกต้องของ Percentage Error
%Error (เปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อน):
คือค่าที่แสดงความแตกต่าง ระหว่างค่าที่แท้จริงกับค่าที่วัดได้ โดยเปอร์เซ็นต์
Digits และ Counts:
คือ ค่าที่ใช้บอกความสามารถในการแสดงผลของ DMN (Digital Multimeter) โดยแสดงในรูปแบบของจำนวนนับสูงสุด (Counts) หรือ หลัก (digit) เช่น มิเตอร์แบบ 3 1/2digit (เรียกว่า มิเตอร์แบบสามหลักครึ่ง) คือ สามารถแสดงค่า 3 หลัก ได้เต็มตั้งแต่ 0-9 และอีก 1 หลักแสดงได้เพียง 1 หรือ 0 ดังนั้นมิเตอร์ที่มี 3 1/2หลัก จะแสดงค่าได้สูงสุด 1999